พูดก็พูด

เป็นคำถามที่เจอกันบ่อยๆอีกแล้วเนอะ
เผอิยว่า ไปเจอ ในห้องกล้องพันธุ์ทิพย์ อีกแล้ว ก็เลยเอาคำตอบ
ที่ใช้ user ตัวเองในนั้นตอบ watano อ่ะจ๊ะ
ก็เลยเอามาแสดงความเห็นในนี้ มัลติพลายด้วยอ่ะ

จากเจ้าของกระทู้
"อยากซื้อกล้องใหม่  ขอคำแนะนำว่าควรซื้อ Compact  หรือ DSLR  ดี เพราะตอนนี้ราค่าใกล้เคียงกันมากๆ จากคุณ : sazukae"

เค้าก็เลยตอบแบบนี้อ่ะ
"อยากได้ เพราะว่า ราคา หรอฮะ จริงๆดูการใช้งานดีกว่าฮะ
เพราะว่า ถ้าซื้อ DSLR จริงๆ บางจังหวะ บางสถานที่ บางเหตุการณ์ เราถ่ายไม่ได้นะครับ
โดนเพ็งเล็งด้วย ทำให้หลายๆครั้งเราถ่ายไม่ได้อ่ะ ทั้งๆที่ไปกินเลี้ยงเล่นๆ สนุกๆกะเพื่อนแท้ๆ

แต่ถ้ารับงาน รึ ถ่ายรูปที่ต้องการแบบใจเรามากขึ้น ระบบ optic ดีๆ ไฟล์ภาพดีๆ
ยังไงๆ DSLR ก็ยังเหนือกว่านะฮะ ส่วนตัวผมยังชอบมากกว่าเลย หุหุ
เพียงแต่ว่า บางครั้ง มันพกไม่ไหวจริงๆอ่ะจ๊ะ ล่ะก็ คำพูดที่เคยโดน
"ขอโทษนะค่ะ ให้ถ่ายไม่ได้ค่ะ ถ่ายไปทำอะไรค่ะ"
ในขณะที่ โต๊ะข้างๆ ถ่ายกันสนุกสนาน เพราะว่า เค้าใช้คอมแพ็ค T^T


แต่เท่าที่ดู บอกว่า ราคา ใกล้กัน น่าจะเป็นกล้อง คอมแพ็ค กึ่งๆ โปร รึเป่าครับ
ถ้าแบบนั้น มันก็ จะพอมี ฟังก์ชั่น หลายๆอย่างในเราเล่นสนุกได้พอควร แต่ก็เลือกๆดู
ระบบต่างๆหน่อยนะฮะ ว่า ระบบเลนส์ เป็นไง อะไรยังไง ศึกษา ดีๆฮะ


จริงๆเรื่อง คอมแพ็ค หรือ DSLR หรือจะเป็น DSLR-like ก็ตามแล้วแต่ประโยชน์ถูกใจเรา
ที่จะใช้งานฮะ คิดๆถูกว่า ตัวเองต้องการอะไร เพราะว่า เพื่อนผม ก็มีหลายๆกรณีฮะเรื่องนี้

ซื้อคอมแพคมา แต่ดันชอบถ่ายภาพจริงจัง ไปๆมาๆ ก็ต้องเปลี่ยนกล้อง
ซื้อ dslr-like มาแต่มันไม่ถูกใจ ภาพออกมาไม่โดน ขายกล้องทิ้งเปลี่ยนกล้อง
ซื้อ dslr-like ไม่สะดวกพกพา ทรมาณเวลาจะถ่าย เก็บอยู่บ้าน

ตกลงว่า เราต้องการอะไรครับ


จากคุณ : watano"

จากกระทู้ http://www.pantip.com/cafe/camera/topic/O6774682/O6774682.html อ่ะจ๊ะ

คือว่า ไม่รู้ว่าตัวเองจะรู้สึกไปเองไหมเนอะ
แต่ทุกๆครั้งที่ขึ้นรถเมล์มักจะต้องเดินไปที่เดิมๆ เสมอเลยแหะ เหอะๆ
และมันก็จะ วนเวียนๆ อ่ะจ๊ะ ว่า เมื่อที่ตรงนั้นเต็มต้องไปที่ไหนต่อ
จุดไหนต่ออะไรยังงี้อ่ะจ๊ะ

เค้ามีที่นั่งที่เรียกได้ว่า นั่งประจำบนรถเมล์เลย อ่ะ แหะๆ
โดยเฉพาะรถยูโร อ่ะนะ

ถ้าเป็นรถยูโร แบบที่มีที่นั่ง ถ้าขวา เป็นที่นั่งเดี่ยว 2 ที่
เค้าก็จะนั่งที่นั่งคู่ อันแรกของฝั่งขวาเสมอเลยอ่ะ
ถ้าเต็ม ก็จะไปนั่งที่นั่งเดี่ยวสุดท้ายของฝั่งซ้าย
ถ้าเต็มอีก ก็จะไปนั่งที่นั่งคู่อันที่สอง อันจากแถวยาวด้านหลังอ่ะจ๊ะ

ส่วนถ้าเป็นรถยูโร แบบมีที่นั่งเดี่ยว ด้านขวา 5 ที่นั่ง ต้องนั่งอันที่
เป็นที่นั่งเดี่ยวอันที่ 5 ล่ะ อิอิ ถ้าไม่มีก็อันที่ 4 ไม่งั้นก็เป็นที่นั่งเดี่ยวอันที่ 4 ฝั่งซ้ายอ่ะจ๊ะ
ไม่งั้นก็ ที่นั่งคู่ อันหลังสุดที่ถัดจาก แถวยาว หุหุ

ส่วนใหญ่ ก็นั่งแต่ ยูโร อ่ะนะ แหะๆ
นี้ถ้าโตขึ้น เป็น คนใหญ่คนโต งี้เค้าจะโดน ลอบฆ่า ตามพฤติกรรมไหมเนี๊ย
แต่มันก็ติดจริงๆนะ ไอ้การนั่งที่นั่งเนี๊ย เหอๆ

Blog Entry13 บ้านผีสุดเฮี้ยนApr 27, '08 12:59 PM
for everyone
คือว่า เรื่องนี้ ผมก็ไม่แน่ใจว่า เป็น fw mail รึที่บอร์ดไหน แปะบอกเป็นที่แรกนะฮะ
รู้ล่ะบอกหน่อยนะครับ แต่เอาเป็นว่า ผมเอามาจาก ที่นี้งับ
http://www.loveberryz.net/board/index.php?showtopic=13855
โดยคุณ kittylovemic

ดูล่ะ น่ากัวเนอะ บ้านแต่ละหลังอ่ะ ก็ไปดูตามนี้เลยจ้า

แต่ก็ไม่แน่ใจฮะ มาจาก นี้รึเป่าน้า  http://www.shockfmclub.com/




ในที่สุด น้ำก็ เสียชีวิตแล้ว เมื่อเย็นที่ผ่านมา ซึ่ง ผมเพิ่งทราบเมื่อตะกี้นี้เองครับ
คงจะไม่มีอะไรต้องพูดหรอกเนอะ เพราะว่า ผมก็เป็นคนหนึ่งที่มีเพื่อน หรือคนรู้จักหลายๆคนเป็นโรคเกี่ยวกับเลือด
เช่น ธารัสซิเมียร์ รึ ลูเคียเมียร์ ก็ตาม รึ มะเร็งเม็ดเลือดขาว
พวกนี้ ส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกันฮะ

คำพูดคำหนึ่งที่ผมเคยได้ยินจากน้องคนนึง ที่เพื่อนผมสอนพิเศษอยู่เคยพูดคือ(ขอเล่าเป็นเหตุการณ์ นะฮะ)

"
เพื่อนผม : น้องครับ นี้น้องก็อายุเท่าเพื่อนแล้วนิหน่า ทำไม เรียนตรงนี้ไม่เข้าใจเลยหรอ เพื่อนเค้าเข้าใจกันหมดแล้วนะ
น้อง : แหม่ๆ พี่ก็ ก็หนูไม่ได้เข้าโรงเรียนนิ
เพื่อนผม : อ้าวทำไมงั้นอ่ะ
น้อง : (หัวเราะ) โห พี่ บ้านสำหรับหนูนี้นะ ก็คือ โรงพยาบาลนั้นล่ะ เข้ามาตั้งแต่ ป.3 อยู่แต่ใน โรงบาลตั้ง 6 ปี
เพื่อนผม : อ้าว เป็นโรคอะไรล่ะ
น้อง : เป็น ธารัสซิเมียร์ อ่ะ แล้วหมอก็บอกว่า ระวังไว้หน่อย หนูมีโอกาสทรุดทุกเมื่อ นี้ เพื่อนๆหนูอ่ะนะ ที่รู้จักกัน ตายหมดแล้ว (ยิ้มเฝื่อนๆ)
เพื่อนผม : (มันก็พูดไม่ค่อยออก)
น้อง : (หัวเราะ) หนูไม่เป็นไรหรอก ถ้าจะตายก็คือตาย นี้พี่ ทำบุญอ่ะนะ ทำบุญยา เยอะๆ เชื่อหนูสิ หนูไปหาหมอดูมานะ เค้าบอกว่า ชาติที่แล้ว
    หนูเป็นหมอล่ะ แล้วไปโกงยาคนไข้ซะเยอะ ชาตินี้เลยเป็นยังงี้อ่ะ ทำบุญล่ะ ทำบุญ (หัวเราะ)
เพื่อนผม : (ยิ้มขึ้นมาได้) เออ เด๋วถ้ามีโอกาส พี่ทำบุญตักบาตรเมื่อไร จะใส่ ยา ไปด้วยตลอดเลย ล่ะจะเอาบุญมาฝาก
"

ปัจจุบัน ผมก็ได้เจอน้องคนนี้ฮะ เทอกำลังใจดีมากๆเลย ล่ะที่สำคัญ ผมได้แนวคิดอะไรหลายๆอย่างจากเทอนะฮะ
ที่ผมมีบล็อคที่เขียนว่า ถ้าคุณรู้ว่าต้องตาย จะทำอย่างไร จริงๆ ก็มาจากที่ได้รู้จักกับเทอนี้ล่ะฮะ
( http://dogmomo.multiply.com/journal/item/11 )
ก็อยากให้คนที่คิดว่า เกิดมา ชีวิตหนึ่ง ต้องหา ความสุขให้คุ้ม คุ้มของคุณเป็นแบบไหนหรอฮะ
อย่างที่ผมเคยเขียนไปแล้ว สำหรับผม นี้เป็นตัวอย่างที่ผมรู้สึกชื่นชมนะ สำหรับ น้ำ เดอะสตาร์ 4 ครับ
ผมว่า ชีวิตที่เทอได้ทำในช่วงสุดท้าย นั้นถือเป็นสิ่งที่เทอได้ฝากเอาไว้ในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต
ที่ผมรู้สึกว่า มันน่าภูมิใจนะครับ

เอาเป็นว่า น้ำ ของให้มีความสุขตลอดไปนะ ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม สิ่งที่ น้ำ ทำถือเป็นตัวอย่างให้อีกหลายๆคนได้คิดนะ

ที่อยู่ดีๆ ก็นึกถึงเรื่องนี้ ไม่มีอะไรหรอกจ๊ะ หุหุ
แค่วันนี้ นั่งทำแล็ปอยู่อ่ะนะ ก็รู้สึกว่า

อะไรกานว่ะเนี๊ย ปรับเท่าไรๆ ก็ไม่ได้ เป็นไรฟร่ะเนี๊ย

ทำให้นึกย้อนไป ย้อนไป ถึงเหตุการณ์ ประสบการณ์ การทำแล็ปมา
ก็นึกได้ว่า เออ แหะ เวลาจะวัดหาค่าอะไร อุปกรณ์ มันจะ sensitive อะไรขนาดนี้เนอะ
ไม่ว่าจะ แล็ป Optics เอย Quantum เอย เรียกได้ว่า ถ้าปรับไม่ตรง มุมไม่ได้
ค่าที่ให้คลาดเคลื่อนเพียงนิส ไม่ต้องวัดมันเลย ยิ่ง ยุ่งกะ ความดัน อีก Thermo อีก
เรียกได้ว่าไม่ต้องพูดถึง

อยู่ดีๆ คิดไปๆมาๆ นึกเรื่องผีได้เฉยเลย

จริงๆโดยส่วนตัวไม่เชื่อเรื่องนี้หรอก
แต่พอทำแล็ป ไปๆมาๆ หัวคิดเรื่อยเปื่อยมาได้ไงไม่รู้(ตั้งใจทำแล็ปเป่าฟร่ะ หึหึ)
เราจะบอกได้ไงหว่า ว่าผีไม่มีจริง ถ้าเราเอาข้ออ้างว่า ไม่เชื่อเพราะว่าไม่เคยเห็น
แล้วเรารู้ได้ไงหว่า ว่า ที่เราไม่เห็น เพราะวิธีที่เรา ใช้วัดเราปรับไม่ตรง
แล้วก็ ไปๆมาๆ ตายแล้น ก็ไม่ต่างจากแล็ป รึ อะไรก็ตาม ทางวิทยาศาสตร์ ที่ยังไม่เจอ
รู้ได้ไงว่ามันมี จะบอกได้ไง ว่าไม่มีอะไรเล็กกว่า quark ตายแล้น
กลืนคำพูดตัวเองเค้าไป ไปๆมาๆ เลยทำให้ต้องเปลี่ยน แนวคิดจากไม่เชื่อ
เป็นว่า ไม่รู้ ขอ ก้ำกึ้ง ไปก่อนล่ะกาน หึหึ




เออ ช่วงนี้ ทำแล็ปมัน ทั้งวัน ทั้งคืน จริงๆ แทบไม่ได้เข้าเน็ตเลย ซิกๆ

ถ้าคนเราคิดอยู่เสมอว่าอีก 1 วัน ตนเองจะตาย เราจะคิดยังไงกันบ้างนะ

 

สำหรับตัวเราเองคงต้องคิดไปถึง สิ่งที่มักจะคิดเสมอๆมั่ง

"...เรารู้สึกว่า คนเราทุกคนเกิดมาก็คงมีจุดมุ่งหมายที่ตั้งกันไว้ทั้งนั้นล่ะนะ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องทำ

ก็คือต้องเดินต่อไป ทุกๆวัน เพื่อไปหาจุดมุ่งหมายอันนั้น นั้นล่ะ

อย่างว่าซิเนอะ ถ้าตั้งจุดมุ่งหมายเป็น แต่เดินไปหามันไม่ได้ จะตั้งไว้เพื่ออะไร

แต่ความรู้สึกอีกอย่างที่คิดขึ้นมาพอไปถึง ก็คือ นี้ใช่จุดมุ่งหมายของเราหรอ

งง อีกเช่นเคย รู้สึกว่ามันก็ไม่ใช่ ถ้านึกว่า สิ่งที่เรายืนอยู่คือจุดมุ่งหมาย มันก็เหมือนกับ

ความสามารถเรามีให้หยุดอยู่แค่นี้หรอ มันก็ต้องตั้งต่อไปอ่ะนะ

เพราะว่า ลึกๆเค้าอย่างจะทำอะไรซักอย่าง ที่มันพอจะมีค่าทิ้งไว้ให้มีประโยชน์ต่อสังคม

หรือครอบครัว หรือคนอื่น บ้างอ่ะ..."

 

แต่พอมีเรื่องว่า ถ้าเรามีเวลา 1 วัน ก่อนจะต้องตาย เราจะคิดยังไงกับแนวความคิดเดิมดีนะ

พอย้อนคิดถึงจุดประสงค์แรก ก็ต้องนึกถึงว่า อยากให้สิ่งที่ตัวเองสร้าง หรือทำมา เหลือทิ้งไว้

ให้คนรุ่นต่อๆมา รับรู้บ้าง สิ่งนี้ทำเพื่อใคร ครอบครัว หรือตัวเอง พอคิดแบบนี้ ก็นึกถึง 2 ทางเลือก

 

จะปล่อยวางดีไหม หรือจะดิ้นรน ทำสิ่งที่มันยังค้างต่อ ทำไปให้ได้มากที่สุด

 

ถ้าปล่อยวางไว้ ให้ตัวเองสบาย ไม่ต้องคิดเรื่องใดๆอีก มันจะดีหรอ

ลึกๆเรารู้สึกดีกับมันหรอ

 

ถ้าดิ้นรนล่ะ พอใจกับสิ่งที่ยังไงเราก็ต้องทำค้างไว้หรอ มันไม่เสร็จแน่ๆนิใช่ไหม

คิดจะให้คนมาเห็น ดูแล้ว เห็นอกเห็นใจ หรอ อยากมาช่วยสานต่อหรอ

แน่ใจหรอ ว่าเค้าไม่ใช่แค่ มาพูดเพื่อให้เราสบายใจ จะได้จากไปอย่างหมดห่วง

 

แต่ถ้าเป็นเรา ไปๆมาๆ ก็คงต้องเลือกดิ้นรนล่ะมั่ง ทำสิ่งต่างๆ ให้มันถึงที่สุดเถอะ

ทำให้มันรู้ว่า ถ้าวันนี้ไม่ดีที่สุด มันก็ไม่มีโอกาส ให้มันได้แก้ตัวแล้ว รู้จักรับผิดชอบต่อมัน

ผลจะออกมาเป็นยังไง ก็ปล่อยไปเถอะ ดีกว่าค้างไว้ครึ่งๆกลางๆ และนะ ดีกว่าที่ต้องจากไป

แล้วรู้สึกว่า ขณะที่แกยังมีความสามารถ แต่ไม่ใช้ให้ถึงที่สุด

แกก็ไม่มีสิทธิไปคิดว่า คนอื่นจะดีกว่าแกหรอก

พอคิดแบบนี้ ก็รู้สึกเหมือนกับว่า ชีวิตครั้งสุดท้าย ยังพอมีประโยชน์มากกว่าเป็นขี้เถ้าก้อนหนึ่งล่ะนะ


คือว่าไม่มีอะไรหรอกจ๊ะ เพียงแต่ว่าไปอ่าน เหตุการณ์ที่เกิดกะ บริษัทนิค ไทยแลนด์
อย่างที่รู้ๆกันเนอะว่า เป็นเพียง บริษัท นำเข้าของ นิคอน เท่านั้นเอง
ล่ะเรื่อง บริการก็นะ เคยใช้ กล้องคอมแพ็ค อยู่ 2 รุ่นอ่ะจ๊ะ
แต่ได้รับบริการ ที่ยอมรับว่า เจอเข้ากะตัวเอง แย่มาก ล่ะวันนี้ ก็ไม่มีอะไร
เปิดๆ เว็บ พันทิพ ก็เข้าไปอ่านดู
http://www.pantip.com/cafe/camera/topic/O6419287/O6419287.html
ก็รู้สึกว่า อ่ะยังเป็นอยู่เหมือนเดิมแหะ หุหุ
แต่ใจจริงชอบ กล้องนิค มากกว่า หนอน นะ แต่แบบว่า ที่มาหนอน ก็เพราะว่า บริการนี้ล่ะ

แต่อ่านๆไปนะ ก็เจอ กระทู้ ที่ประทับใจ ซึ่งเราบอกจริงๆว่า
ถ้าเจอเหตุการณ์แบบนี้ เราก็คงซาบซึ้งใจเช่นเดียวกันแหะ
คงไม่หนีไปจาก นิค แน่ๆเลยอ่า ทำไม เราไม่เจอ ผู้บริหาร แบบนี้นะ ซึ้ง
http://www.pantip.com/cafe/camera/topic/O6418989/O6418989.html

วันนี้ หลังจากที่ดูหนังเรื่อง sky of love จบ
ทำให้รู้สึกอย่างหนึ่งว่า ตัวเราเองมีนิสัย ชอบดูหนังเศร้าแหะ หุหุ
แต่ละเรื่องที่ชอบ ก็นะ Be with You /Always /Crying out love /Nada Sousou มาจนถึง sky of love
จริงๆ ก็มีเยอะกว่านี้ แต่แบบว่า ละไว้ก่อนเยอะไป หุหุ

คือเราที่นึกขึ้นมาได้แบบนี้ไม่มีอะไรหรอก คือพอดูหนังก็รู้สึกว่า เรายังไม่รู้จักถึงความรักแบบหนุ่มสาว เท่าไรหรอก
แต่รู้สึกลึกๆว่า ชีวิตคนเรา ต้องการสิ่งเติมเต็มใช่ไหม สิ่งที่เราขาดใช่ไหม
สิ่งหนึ่งที่คิดออกก็คิด คิดเราคนเราคงคิดเสมอล่ะว่าเราได้อะไรจากความรัก
ความสุข ความสบายใจ ความเห็นอกเห็นใจ ความเอาใจใส่

มักมีเพื่อนๆ มาปรึกษาบ่อยๆแหะ เราก็พูดไปตามเนื้อผ้าอ่ะนะ ไม่ต้องเชื่อเรามากก็ได้ หุหุ
ส่วนใหญ่ เรามักจะคิดถึงความรักที่รู้สึกอยู่รอบตัว สิ่งที่เราเห็นล่ะยังได้สัมผัสมันอยู่
ทั้งพ่อ แม่ น้อง จริงๆก็คือครอบครัวอ่ะนะ เรารู้สึกดีกับความรักแบบนั้น
คิดอยู่เสมอว่า นั้นล่ะมั่งที่ต้องการ คนที่จะมารักกัน ในความรู้สึกถึงสิ่งที่เค้าต้องการจากมัน
ก็คงไม่พ้นต้องการคนที่ มาเติมเต็มครอบครัวให้อบอุ่น

นี้ก็คงทำให้เรายึดติดกับความรักในลักษณะนี้ล่ะมั่ง นี้คงเป็นความคิดที่เค้ามองล่ะมั่งนะ
เลยทำให้รู้สึกว่า ความรักอาจจะเป็นสิ่งที่คนๆนั้นรู้สึกขาด รึเคยชิน พอไปเจอกับสิ่งที่เติมเต็ม เลยทำให้มันเกิดล่ะมั่งนะ

ก็คืออยู่ไว้ลึกๆว่า เห็นเพื่อนๆหลายๆคนมีปัญหาเรื่องความรักกับมัน
ทำไมเราต้องรุนแรงกับมัน คนเราจะมีความสุขจริงๆหรอที่ได้มันมา
พร้อมกันกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ทำไมเราต้องการคนนั้น คนนี้ เราต้องการมันจริงๆหรอ
งั้นถ้าเราได้ความรักแบบนั้นไป สิ่งที่เราต้องการจากมัน คือความพอใจ เฉพาะหน้าใช่ไหม
มันลำบากจังเลย สำหรับคนที่ไม่เคยมี ไม่รู้เรื่องอ่า แต่เอาเป็นว่า ถ้าต้องการความรักที่มันอยู่เฉพาะตรงหน้า
ก็ต้องยอมรับผลที่ตามมาของมันด้วยให้ได้ คนเรายังไงๆ ก็มีแต่เดินหน้าและนะ ไม่มีถอยหลังอยู่แล้ว
เกิดอะไรขึ้นก็ต้องรับมัน และแก้ปัญหาไปเรื่อยๆให้ได้อ่ะนะ

แต่มันก็อาจเกี่ยวข้องกับ พันธุกรรมด้วย คนเราคงต้องการสืบเผ่าพันธุ์ คงต้องการให้ลูกแข็งแรงนั้นล่ะ
ในตัวเราก็มีทั้งยีนเด่น และยีนด้อย ยังไงๆ ก็ต้องอยากให้ลูกเกิดมาพบแต่สิ่งดีๆ
ก็เลยคิดว่า มันก็คงมีส่วนด้วย อ่ะนะ

นี้ไปๆมาๆ ดูหนังจบได้ขนาดนี้เลยหรอ อิอิ

แต่พอนั่งรถเมล์กลับทำให้เค้ารู้สึกว่า คนเรา มักจะมีช่วงเวลาที่รู้สึกว่าตัวเอง สมองปลอดโปร่ง คิดอะไรต่างๆมากมายออก
เป็นสิ่งที่ดีๆมากๆเลย ล่ะจะเกิดเฉพาะเวลานั้นๆด้วย ของเค้านั้นก็คือ เวลายามเย็น นั่งบอก รถยูโร
บริเวณ ริมซ้ายใกล้ประตู ที่นั่งเดี่ยวใกล้ๆ ประตูทางออกด้านหลังล่ะมั่งนะ
ของคนเราจะมีอะไรกันมั่งไหมนะ ช่วงเวลาดีๆของแต่ละคนที่จะใช้คิดอะไรต่อมิอะไร

ครั้งนี้ ก็เป็นการระบายเรื่อยเปื่อย เหมือนข้อความที่อยากเก็บไว้ล่ะมั่ง
จะมีคนมาบ้าอ่าน คงไม่มีหรอก หุหุ แค่อยากเขียนๆเก็บไว้ ความรู้สึก ที่มาจากตอนดูหนังเสร็จ ^ ^"

รู้สึกว่า เวลานั้น ตัวเองจะคิดอะไร ดีๆไว้เยอะเลยแหะ แต่พอกลับบ้าน จะลืมมันไปได้ซะทุกอย่างเลยจริงๆนะเนี๊ย อิอิ

จริงๆนั่งอ่านหนังสืออยู่ แต่เผอิญ เปิดไปดู เดอะสตาร์ ซึ่งทุกทีเพื่อนๆจะรู้ว่าไม่เคยดูเลย
แต่เผอิญ ชอบดูเฉพาะรอบแรกเท่านั้นล่ะ แอบชอบดูชีวิตคนเราเวลาหาโอกาสอ่ะ
แต่ครั้งนี้ตั้งใจจะดูนะ เพราะว่าแอบเชียร์ น้ำ เห็น สู้ชีวิต ดี

ไปๆมาๆ ก็ไม่มีคนให้เชียร์ล่ะ เข้าใจคำพูดที่เค้าเคยมาพูดตอนคัดเลือกเลย
น้ำ อ่ะฮะ ที่พูดว่า ชีวิตเค้า ผิดหวังมาตลอดชีวิตแล้ว จะผิดหวังอีกก็ไม่เป็นไรหรอก ตอนคัดเลือกอ่ะ
พอได้รับคัดเลือก พระเจ้าก็ยังสร้างความผิดหวังให้อย่างต่อเนื่อง
นั้นคือ เธอเป็นมะเร็ง ไม่สามารถไปแข่งได้ และเป็นมะเร็งไขสันหลังด้วย
มันเป็นธรรมดาของคนที่เป็น ธารัสซิเมียร์ เนอะ แต่เอาเป็นว่า
ครั้งนี้ ผมก็ขอเชียร์ น้ำ เดอะสตาร์ 4 แล้วกันฮะ ของให้สู้ชีวิตต่อไปอ่ะ

สาเหตุที่วันนี้มาเขียนเรื่องนี้ ไม่มีอะไรอ่ะฮะ แค่เห็นล่ะ อดพูดไม่ได้อ่ะ
(ทั้งๆที่พรุ่งนี้ จะชอบอยู่รอมร่อ หึหึ)

นั้นคือ ไปได้ข่าวได้ฟัง เหตุการณ์ ดีๆ มาบ้างก็เท่านั้นเอง
โดยส่วนใหญ่ ผมมักจะหงุดหงิดการกระทำของท่านมากกว่าจะประทับใจ
แต่เอาเป็นว่า ครั้งนี้ประทับใจ ก็เลย เขียนเก็บไว้เป็นที่ระลึก
ตามแนวคิดของตนเองที่ว่า เรื่องประทับใจ เรื่องดี เราควรส่งเสริมบอกกล่าว
เรื่องร้าย หรือไม่ดี ก็ทิ้งมันไป แต่มิใช่ลืมนะ เค้าจะจำไว้ หึหึ

ต่อเลยๆ คือรู้สึกดีกับ กิจกรรมดีๆที่แถวบ้าน นั้นคือ สน.ตลิ่งชัน ทำอ่ะจ๊ะ
นั้นคือว่า ถ้าต้องกลับบ้านดึกๆ แถวๆตลิ่งชัน ลองโทรศัพท์ มาที่สน. ดูจิ
จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ รอคอยเราอยู่
เตรียมรถตู้และคอยอำนวยความสะดวกพาไปถึงที่พักอย่างปลอดภัยฮะ

บางคนอาจมองว่าเรื่องเล็กน้อย แต่ผมคิดว่า สภาพสังคมเรา เล่นก่อเหตุกันซะขนาดนี้
เด๋วนี้เห็นมีแต่ถี่มากขึ้นๆ อาจดูเหมือนกับว่าแก้ที่ปลายเหตุรึเป่า
แต่สิ่งนึงที่นึกได้ คิดได้คือว่า ตำรวจ สน. เล็กๆ ชั้นผู้น้อย คงไปเปลี่ยนระบบ ไม่ได้หรอกครับ
แก้ที่ปลายเหตุยังไงตอนนี้ ก็ถือเป็นการบรรเทา และเสริมสร้างความรู้สึกดีๆ
ในชุมชนในกลุ่มเล็กๆก่อน

ที่มาพูดวันนี้ ไม่ใช่อะไรหรอกครับ ก็แค่อยากเป็นกำลังใจให้ สำหรับเรื่องดีๆ
แม้เกิดขึ้นเพียงน้อยนิด ในวันๆหนึ่ง แต่ผมก็แค่อยากเก็บมันไว้ เท่านั้นเองฮะ

เค้ารู้สึกว่าการเมืองบ้านเรา หลายๆคนเทียบกะ ละครน้ำเน่าไปล่ะ
แต่เค้าก็มีความรู้สึกมันเหมือนเป็นหนังจีนกำลังภายในเหมือนกันนะเนี๊ย
ในดำมีขาว ในขาวมีดำ แบบหลักหยินหยาง ก็มี
แก้แค้นกันไปๆมาๆ ก็มี มิรู้จักจบ

ฝ่ายธรรมะ ก็พยายามอ้างถึงธรรมะ ในการจัดการเรื่องต่างๆ
แต่คนทางฝ่ายธรรมะเองก็ใช่จะดีเด่อันใด ใช้อิทธิพลอำนาจมืด ทำนู่นทำนี่
ฝ่ายอธรรมเองก็เตอะ ถึงจะชั่วสุดขีด แต่ก็มีบางครั้งที่เห็นความดีแว็บๆ

แถมด้วยคำพูดที่จะต้องหักหามน้ำใจกันทั้งสองฝั่ง และการต่อสู้อันดุเดือดอีก
แต่ยังไม่พอ ถึงแม้จะสู้กันแทบตาย พอมารู้ว่า มีส่วนเกี่ยวดองกัน
เหลือเชื่อ กับมาเป็นพวกเดียวกันได้ด้วย หึหึ ยอดเยี่ยมจริงๆ

บางคนก็ยึดมั่นในอุดมการณ์ (พวกนี้เห็นน้อยหน่อย ส่วนใหญ่ จะเป็นพวกเจ้าสำนักดังๆ)
ส่วนพวกยิบๆย่อยๆ เปลี่ยนไปตามกระแสยุทธภพนะ หุหุ

แถมยังมีพวกหนอนบ่อนไส้ กลับไปๆมาๆอีก อ่า เหมือนการเมืองบ้านเราจริงๆ

แถมยังทำให้ชาวบ้านชาวเมืองคิดว่า การเมืองเป็นเรื่องน่าเบื่อ
เหมือนกะ ชาวบ้านมองชาวยุทธ หุหุ

แต่ก็นะ เช่นเดียวกันนั้นเอง ถึงแม้ว่า ชาวเมืองเราจะไม่สนใจการเมืองแต่มันก็เกี่ยวข้องกะเรา
ไม่ต่างจากชาวบ้าน ที่ก็ต้องข้องแวะกะ ยุทธภพ อย่างน้อยชาวยุทธ ก็มาหาไรกินที่โรงเตี๋ยม อ่ะนะ
เว้นแต่ว่า เราจะปลีกวิเวก ไปอยู่ตามป่าตามเขา เท่านั้นแล

ที่มาพูดเรื่องนี้ไม่ใช่อะไรหรอกจ้า
แบบว่า อยากรู้ว่าคนเรามีการกลัวอะไรแปลกๆกันบ้างไหมอ่ะนะ หุหุ
เนื่องจากเค้ามีเพื่อนหลายคนกลัวอะไรแปลกๆนั้นล่ะ หุหุ

เช่น
เพื่อนบางคน กลัว ส้ม เค้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงกลัว
จึงถามไปว่า แกทำไมกลัวส้ม อ่ะแปลก
มันก็ตอบมาว่า พวกแกไม่กลัวหรอ กลิ่นมันเหม็นเปรี้ยวอ่ะ
ก็แอบคิดอยู่ว่า ส้มมันก็ต้องเปรี้ยวจิ เหอะๆ

เพื่อนบางคนเค้าก็กลัว ซอส จริงๆจะว่ามันกลัวรึเป่าก็ไม่รุนะ
แต่อาหารมันจะกินไม่ได้ทุกชนิด ถ้าใส่ซอสให้มันเห็น เหอะๆ
โรคจิตดีเนอะ หุหุ ประมาณว่า มันลุกจากโต๊ะไปเลยอ่ะ
ต้องไม่จิ้มซอส ไม่ตั้งซอส ไม่กินซอส ให้มันเห็นเลย เหอะๆ

ล่ะ เพื่อนบางคนก็ ไม่ชอบ ช็อคโกแล็ค เท่ากับ ทุเรียนเลย
ประมาณว่า ได้กลิ่นเป็นไม่ได้ น่าแกล้งยิ่งนัก หึหึ

จริงๆมีอีกหลายคนเลยกลัวอะไรแปลกๆ แหะ
ว่าแต่ เค้าก็กลัวนม เหอะๆ ได้กลิ่น เป็นอ้วก
แต่ตอนหลังเริ่มมีกำลังใจ เพราะว่า เห็นเพื่อนๆ หลายคนกลัวแปลกกว่า หึหึ
กอปรกะ ไปดู โน็ต อุดม พูดในเดี่ยวไมโครโฟน บางคนกลัว ลูกชิ้น กลัวเงาะ
กลัวนิ้วไขว้กัน เพราะฉะนั้นเลยคิดว่า เราคงไม่แปลกเท่าไรหรอก หึหึ


ว่าแต่ อยากรู้อ่า มีใครกลัวไรแปลกๆ บ้างไหมอ่า

ผมไปเจอเรื่องราวของประเทศที่เล็กที่สุดในโลก จากบอร์ด loveberryz.net โดยพี่เต้ rukia ซึ่งนำมาจากบอร์ดพันทิพอีกทีนั้นเอง
เห็นว่าน่าสนใจฮะ จึงขออนุญาต นำมาโพสบอกกล่าว


"
ประเทศอะไรที่เล็กที่สุดในโลกเอ่ย?
ถ้าคุณตอบ "วาติกัน"
คุณถูกครึ่งหนึ่งและผิดครึ่งหนึ่ง
นครรัฐวาติกันถือเป็นประเทศอย่างเป็นทางการซึ่งมีขนาดเล็กที่สุดในโลก
(เนื้อที่ 0.44 ตารางกิโลเมตร ประชากร 921 คน (ปี 2004))
แต่หากจะมองให้กว้างกว่านั้น ยัง
มีอีกประเทศที่มีขนาดเล็กเสียยิ่งกว่า
และนั่นก็คือ..........Principality of Sealand




















ซีแลนด์เป็นประเทศในทะเลเหนือ
อยู่ห่างจากชายฝั่งอังกฤษไปทางตะวันออกเฉียงใต้เป็นระยะทาง 10 กิโลเมตร
(ประมาณ 6 ไมล์ทะเล) เมืองหลวงคือซีแลนด์ (กินเนื้อที่ทั้งหมดของประเทศ)
ปกครองโดยระบอบกษัตริย์ เพลงประจำชาติคือ E mare libertas
("เสรีภาพจากท้องทะเล" เป็นคำขวัญประจำชาติด้วย)
หน่วยเงินคือซีแลนด์ดอลล่าร์ (SXD, SX$
หนึ่งดอลล่าร์สหรัฐมีค่าเท่ากับหนึ่งดอลล่าร์ซีแลนด์) มีเนื้อที่ 0.000207 ตารางกิโลเมตร (207 ตารางเมตร) และประชากร 4 คน .....

ซีแลนด์ประกอบไปด้วยฐานซึ่งฝังอยู่ใต้ทะเล
เสาทรงกลมขนาดใหญ่สองต้น และดาดฟ้า ในส่วนเสากลมแบ่งเป็นเด็ค 7 ชั้น (A-G)
ชั้น A คือดาดฟ้าและเป็นที่วางเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ชั้น B อยู่เหนือทะเล
ส่วน C-G อยู่ใต้ระดับน้ำทะเล ในสมัยสงคราม ชั้น B-E
เคยถูกใช้เป็นที่เก็บเสบียงอาหารและที่พัก ชั้น F เป็นคลังอาวุธ และชั้น G
เป็นที่เก็บของอื่นๆ

อ่านมาถึงตรงนี้ อาจจะมีคนเริ่มเดาออกแล้ว
แต่เดิมซีแลนด์ก็คือหนึ่งในสี่ป้อมกลางทะเล (HM Fort Roughs
หรือเรียกกันว่า Rough Towers)
ที่อังกฤษสร้างขึ้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อปี 1944 นั่นเอง
ในระหว่างสงคราม เคยมีทหารประจำการอยู่ที่นี่ประมาณ 150-300 นาย
หากเมื่อสงครามจบลง ป้อมก็ถูกทิ้งให้ร้างไปตั้งแต่ปี 1956

วันที่ 2
กันยายน 1967 แพดดี้ รอย เบทส์
อดีตเรือโทประจำกองทัพเรืออังกฤษซึ่งในขณะนั้นเป็นเจ้าของคลื่นวิทยุเถื่อน
ได้ประกาศให้ป้อมกลางทะเลดังกล่าวแยกตัวเป็นอิสระจากเขตแดนของอังกฤษ
และตั้งชื่อประเทศว่าซีแลนด์ รวมทั้งตั้งตัวเองเป็นเจ้าชายรอย เบทส์
หรือเรียกอีกชื่อว่า Roy of Sealand













แน่นอนว่าทางอังกฤษย่อมไม่อยู่เฉย ทำการฟ้องศาลให้รอย
เบทส์ถอนตัวออกจากป้อมในทันที หากผลการตัดสินซึ่งออกมาในวันที่ 25
พฤศจิกายน 1968 ศาลได้ประกาศว่าพื้นที่ดังกล่าวไม่อยู่ในเขตแดนอังกฤษ
รวมทั้งไม่มีประเทศใดรอบข้างอ้างกรรมสิทธิ์ในพื้นที่ดังกล่าว
จึงถือว่าพื้นที่นั้นอยู่นอกเขตการปกครองของอังกฤษด้วย
อาจจะนับได้ว่าซีแลนด์สามารถแยกตัวเป็นอิสระจากอังกฤษได้โดยปริยาย

จะอย่างไรก็ดี
แม้ซีแลนด์จะถือเป็นเขตแดนที่เป็นอิสระจากการปกครองของประเทศอื่น
หากโดยสนธิสัญญามองเตวิเดโอ (Treaty of Montevideo)
ซึ่งกล่าวว่าการที่ประเทศหนึ่งจะนับเป็นประเทศอย่างเป็นทางการได้นั้น
จะต้องมีคำยอมรับจากประเทศใดประเทศหนึ่งซึ่งเป็นสมาชิกของสหประชาชาติเสียก่อน
และในปี 2008 ปัจจุบันนี้ ก็ยังไม่มีประเทศใดเลยจากจำนวน 192
ประเทศที่ยอมรับว่าซีแลนด์เป็นประเทศอย่างสมบูรณ์
(คงเพราะมีอังกฤษคอยเขม่นอยู่)

นี่คือประเทศ "ซีแลนด์"

































ประชากรของซีแลนด์ในตอนนี้ประกอบไปด้วย เจ้าชายรอย เบทส์, เจ้าหญิงโจน
เบทส์, เจ้าฟ้าชายไมเคิ่ล และทหารอีกหนึ่งคน
(ทหารคนนี้กับปืนไรเฟิ่ลหนึ่งกระบอกถือเป็นกองกำลังประจำเพียงหนึ่งเดียวของประเทศ
หากในสถานการณ์คับขัน เจ้าชายรอย
เบทส์ยืนยันว่าเขาสามารถรวบรวมกำลังทหารมาได้จากทั่วโลก (ทหารรับจ้าง?))
รายได้หลักคือการขายตำแหน่งขุนนาง เหรียญที่ระลึกและแสตมป์
ทั้งยังมีการตั้งบริษัทฮาเว่นโคซึ่งให้บริการฝากฐานข้อมูลบนอินเตอร์เน็ตอีกด้วย
(จ่ายเพียง 16 ยูโร (ประมาณ 790 บาท)
คุณก็จะกลายเป็นลอร์ดหรือเลดี้ของซีแลนด์ได้ในทันที

- เมื่อวันที่
1 ตุลาคม 1987 อังกฤษได้ประกาศขยายอาณาเขตทางทะเลของตน จากเดิม 3 ไมล์ทะเล
(ประมาณ 5.5 กิโลเมตร) ไปเป็น 12 ไมล์ทะเล (ประมาณ 22 กิโลเมตร)
ซึ่งการขยายอาณาเขตนี้จะทำให้ซีแลนด์ถูกล้อมโดยเขตแดนของอังกฤษจากทุกรอบด้าน
หากเมื่อหนึ่งวันก่อน ในวันที่ 30 กันยายน
ซีแลนด์ได้ชิงประกาศขยายอาณาเขตทางทะเลของตนไปเป็น 12 ไมล์ทะเลเช่นกัน
ซีแลนด์จึงรอดจากสถานการณ์ดังกล่าวมาได้อย่างหวุดหวิด

-
ซีแลนด์มีประชากรเพียง 4 คนก็จริง แต่มีทีมฟุตบอลประจำชาติอยู่ด้วย
หากเนื่องจากไม่ได้เข้าร่วม FIFA หรือ UEFA
จึงไม่สามารถลงแข่งในการแข่งขันอย่างเป็นทางการได้
นอกจากนี้ยังเคยส่งนักกีฬาไปร่วมการแข่งขันต่างๆหลายครั้ง
(เคยได้เหรียญเงินสองเหรียญจากการแข่งกังฟูระดับโลกที่แคนาดาในปี 2007)

-
23 มิถุนายน 2006 ระหว่างที่เจ้าชายรอย เบทส์และครอบครัวไม่อยู่ในซีแลนด์
เครื่องกำเนิดไฟฟ้าซึ่งมีอายุมากแล้วได้เกิดช้อทจนกลายเป็นเพลิงไหม้ขึ้น
ในเดือนถัดมา ซีแลนด์จึงทำการซ่อมแซมภายในและเปลี่ยนระบบไฟฟ้าใหม่ทั้งหมด
(ขณะเกิดไฟไหม้
อังกฤษได้ส่งคนไปช่วยทหารซึ่งเฝ้ายามอยู่เพียงคนเดียวในซีแลนด์ด้วย...เจริญ
)

-
ซีแลนด์ได้ประกาศขายดินแดนของตนในหนังสือพิมพ์เดย์ลี่เทเลกราฟประจำวันที่
8 มกราคม 2007 โดยตั้งราคาอยู่ที่ 65 ล้านยูโร - 504 ล้านยูโร
แต่เนื่องจากไม่ใช่การขายกรรมสิทธิ์ในประเทศ จึงไม่ใช้คำว่า sale แต่เป็น
transfer แทน

ในเดือนเดียวกัน The Prirate Bay
ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการด้านอินเตอร์เน็ตจากสวีเดนได้แสดงเจตจำนงค์ในการซื้อ
โดยกล่าวว่าต้องการจะสร้างซีแลนด์ให้เป็นประเทศที่ปลอดจากกฏหมายลิขสิทธิ์ทั้งหมด




















ซ้าย เจ้าชายรอย เบทส์
ขวา เจ้าหญิงโจน เบทส์


K-dit ของ : Mic แห่ง Trikx.com
K-dit ของ K-dit อีกที : cammy แห่ง www.dek-d.com
K-dit ของ K-dit อีกทีและอีกที : จีค่อน
K-dit ของ K-dit อีกทีและอีกทีและอีกที Mix2Z


ปล.ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ http://www.sealandgov.org/
"

จริงๆข้อมูลก็มีเยอะ แต่ขี้เกียจล่ะ ก็นอกจากไปอ่านต่อในเว็ปของทางประเทศซีแลนด์เองแล้ว
ก็ ไปดูได้ที่ มีท่าน Bombxes ได้หาข้อมูลไว้
http://www.thaicybergames.com/webboard/index.php?topic=66587.0
จะมีตราสัญลักษณ์แผ่นดินด้วยล่ะ หุหุ














ล่ะก็ วิกิ ยังมี http://en.wikipedia.org/wiki/Principality_of_Sealand



วันนี้ไปดูหนังมาอ่ะจ๊ะ เรื่อง Clover Field เป็นหนังที่เค้าอยากดูมาก
ตั้งแต่เห็นตัวอย่างหนังล่ะอ่ะ

แต่รู้สึกเพื่อนๆ น้องๆ ก็กรอกหูว่าไม่ดี อะไรต่างๆนานา แต่ทำไงได้ ความอยากไม่เข้าใครออกใคร
พอออกจากโรงอ่ะจ๊ะ ไหนๆ ใครบอกว่าไม่ดี (แต่เห็นกะตา คนเดินออกจากโรงตรงหน้า เหอะๆ)

โดยส่วนตัวเค้าชอบหนังเรื่องนี้นะ มุมมอง ที่ทำให้เราเป็นตัวละครในเรื่อง
เป็นคนถือกล้องเกาะติดเหตุการณ์ เค้ารู้สึกว่า
ถ้าเหตุการณ์ ในเรื่องมันเป็นแบบนั้นขึ้นมา จะมีเวลาไหน มาพิถีพิถัน ล่ะ
คนเราก็อยากให้คนอื่นๆ ที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ได้รับรู้เรื่องที่เกิดขึ้นอ่ะนะ

คือ ดูจบล่ะ เรารู้สึกว่า คนๆนั้น คือเพื่อนเราที่ส่งโฮมวิดีโอ มาให้เรารับรู้ถึงเหตุการณ์อ่ะ ชอบโคดๆๆๆ

แต่หนังแนวๆนี้อาจจะไม่เหมาะกับคนไทย ล่ะมั่งฮะ
เพราะว่า มันส่ายไปๆมาๆ คนดู คงมึนหัว อาจอ้วก อ่ะนะ
ล่ะก็ แนวเรื่องที่ต้องคิดไปตลอด นิสัย คนไทยเราก็คือ ชอบอะไรที่มันบอกหมดเฉลยหมดล่ะมั่ง
เห็นเพื่อนๆเค้าส่วนใหญ่ที่ไม่ชอบ ก็เหตุผลนี้อ่ะ แต่เค้าว่า มันหนุกดีออกนะ
แต่ สำหรับคนที่ เกรงว่าจะมึนหัว รับไม่ไหว ก็แนะนำ รอ ดีวีดี ออกซื้อมาดูบ้านก็ได้จ๊ะ
จะได้ๆอารมณ์ แบบ โฮมวีดีโอ จริงๆ หุหุ ฉากจบอาจจะงงๆ
แต่มันให้ความรู้สึกว่ามันคือเหตุการณ์จริงเค้าชอบอ่ะ

เค้าคิดว่า เรื่องนี้ ต้องมีภาคต่ออ่ะนะ ไม่ังั้น เทปม้วนนั้น จะหลุดออกมาได้ไง หึหึ(แอบสปอยซะ)

พูดถึง ตัวละครในเรื่องถ้าติดตามเรื่องนี้ จริงๆ
มันทำเห็นการณ์ในโลกปัจจุบันเรา สมจริงมากๆเลยนะจ๊ะ

ว่าแต่ ขออนุญาติ แอบเอาบทสนทนา ที่คุยกะ ลุง zefira @ loveberryz.net มาลงนิสนึง
แต่มันค่อนข้างเป็นสปอยเรื่องพอควร อยากอ่านลากเน้อ หุหุ
"ฉากจบที่ไม่จบเนี่ย
ไปหาเอาเองในเว็บเลยครับ
มีข้อมูลเยอะแยะ เหลือเชื่อมากๆ
เรื่องนี้เค้าทำสมจริงมากๆ ครับ
ก่อนที่หนังจะฉายประมาณครึ่งปี จะมี website คือ http://www.1-18-08.com/
ซึ่งจะเผยภาพต่างๆจากที่เกิดเหตุเรียกกระแส

และตัวละครแต่ละตัวมี myspace เป็นของตัวเอง
และพิมพ์คอมเม้นท์พูดคุยกันตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว เหมือนคนพวกนี้มีตัวตนจริงๆ เลย
(รู้สึกว่าวันเดือนปีในหนังจะเป็นช่วง เม.ย.-พ.ค. 2007)
สมจริงมากๆ เหมือนเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงเลย
คอมเม้นมีไปถึงเดือน Jul น่ะคับ คนเค้าเลยคิดว่า
ตัวเอกอาจจะยังไม่ตาย แถมมีคลิปมายืนยันด้วย
เป็นเสียงพระเอกตอน end credit พูดว่า Help us. It still alive!!!
ไอสัตว์ประหลาดเฮงซวยนั่นยังอยู่ -*-
http://img532.imageshack.us/my.php?image=c...field059fu3.flv


แถมยังมีคลิปข่าว ตอนที่ โคลเวอร์ฟิลด์ ไปถล่มแท่นขุดเจาะน้ำมันกลางทะเลด้วย
น่าจะเป็นก่อนที่จะขึ้นมาถล่มเกาะแมนฮัตตั้นนะ
http://www.movieweb.com/video/V08A3cinpsBHPR

และยังมีประเด็นเกี่ยวกับบริษัทที่ ร็อบ จะไปทำงาน ซึ่งอยู่ที่ญี่ปุ่นอีก
บริษัทนี้ ไม่รู้มีจริงรึป่าว แต่ชื่อว่า Slusho ซึ่งดูเหมือนจะเกี่ยวพันกับเรื่องนี้ด้วย
แถมบริษัทนี้ยังดันมีเว็บไซต์อีก น่าจะเมคขึ้นมาเพื่อให้หนังสมจริงอ่านะ
http://www.slusho.jp

เอาเป็นว่า ยังมีอะไรให้ติดตามจากในเน็ตอีกเยอะเลยครับ
เพราะหนังเรื่องนี้ ทำออกมาในแนว Documentary Video มากกว่า
อาจจะมีภาค 2 ที่เป็นหนังจริงๆ ออกมาก็ได้"

    เพื่อนหลายๆคน ก็คงเคยฟังเราบ่น เรื่องขี้เกียจอ่ะล่ะ ไม่มีไรอื่น เหอะๆ
แต่จะลองทำ ก็ได้ เพราะว่า ขี้เกียจฟังเสียงบ่นอ่ะนะ แต่ก็คงไม่มีใครเข้ามาดู ในเร็ววันหรอก
ยังที่รู้เค้า อ่ะ เรียบร้อยมิใช่เด็กช่างพูด เพราะฉะนั้น อันนี้ เปิดตัวๆ หึหึ
ถ้ามีใคร เข้ามา จะหาเรื่องมาพูดล่ะกาน แต่ที่คิดๆไว้ อาจจะทำ blog เป็นแนวๆ
เกร็ดความรู้ เรื่อง วิทยาศาสตร์ ในเรื่องที่เค้าสนใจ (ก็มีแต่ กล้อง นั้นล่ะ พวก sensor /Optics /Solids state ไรพวกนี้ล่ะกัน)  ว่าแต่ถ้าไม่โปรโมท ล่ะใครจะมาว่ะ

© 2008 Multiply, Inc.    About · Blog · Terms · Privacy · Corp Info · Contact Us · Help

Template design - Copyright © 2005 Chris Vincent All rights reserved.